|
|
June 08 
Kanji
いつも何度でも 作詞/覚和歌子 作曲・歌/木村 弓
呼んでいる 胸のどこか奥で いつも心踊る 夢を見たい
悲しみは 数えきれないけれど その向こうできっと あなたに会える
繰り返すあやまちの そのたびひとは ただ青い空の 青さを知る 果てしなく 道は続いて見えるけれど この両手は 光を抱ける
さよならのときの 静かな胸 ゼロになるからだが 耳をすませる
生きている不思議 死んでいく不思議 花も風も街も みんなおなじ
ラララララララララ・・・・・・・・・ ホホホホルルルル・・・・・・・・
呼んでいる 胸のどこか奥で いつも何度でも 夢を描こう
悲しみの数を 言い尽くすより 同じくちびるで そっとうたおう
閉じていく思い出の そのなかにいつも 忘れたくない ささやきを聞く こなごなに砕かれた 鏡の上にも 新しい景色が 映される
はじまりの朝の 静かな窓 ゼロになるからだ 充たされてゆけ
海の彼方には もう探さない 輝くものは いつもここに わたしのなかに 見つけられたから
Romanized Japanese
yondeiru mune no dokoka okude itsumo kokoro odoru yume wo mitai
kanashimi wa kazoekirenai keredo sono mukou de kitto anata ni aeru
kurikaesu ayamachi no sonotabi hito wa tada aoi sora no aosa wo shiru
hateshinaku michi wa tsuzuite mieru keredo kono ryoute wa hikari wo dakeru
sayonara no toki no shizukana mune zero ni naru karada ga mimi wo sumaseru
ikiteiru fushigi sinde iku fusigi hana mo kaze mo machi mo minna onaji
yondeiru mune no dokoka oku de itsumo nando demo yume wo egakou
kanashimi no kazu wo iitsukusu yori onaji kuchibiru de sotto utaou
tojiteiku omoide no sono naka ni itsumo wasure takunai sasayaki wo kiku
konagona ni kudakareta kagami no ue nimo atarashii keshiki ga utsusareru
hajimari no asa shizuka na mado zero ni naru karada mitasarete yuke
umi no kanata niwa mou sagasanai kagayaku mono wa itsumo koko ni
watashi no naka ni mitsukerareta kara
English Translation
Somewhere, a voice calls, in the depths of my heart May I always be dreaming, the dreams that move my heart
So many tears of sadness, uncountable through and through I know on the other side of them I'll find you
Everytime we fall down to the ground we look up to the blue sky above We wake to it's blueness, as for the first time
Though the road is long and lonely and the end far away, out of sight I can with these two arms embrace the light
As I bid farewell my heart stops, in tenderness I feel My silent empty body begins to listen to what is real
The wonder of living, the wonder of dying The wind, town, and flowers, we all dance one unity
Somewhere a voice calls in the depths of my heart keep dreaming your dreams, don't ever let them part
Why speak of all your sadness or of life's painfull woes Instead let the same lips sing a gentle song for you
The whispering voice, we never want to forget, in each passing memory always there to guide you
When a miror has been broken, shattered pieces scattered on the ground Glimpses of new life, reflected all around
Window of beginning, stillness, new light of the dawn Let my silent, empty body be filled and reborn
No need to search outside, nor sail across the sea Cause here shining inside me, it's right here inside me
I've found a brightness, it's always with me
Deutsche Übersetzung
Aus der Tiefe meines Herzens ruft eine Stimme mich Möge ich immer träumen, die Träume, die mein Herz ersehnt
So viele Tränen der Trauer, so zahlreich, daß zu einem Fluss sie angeschwollen Ich weiß, am anderen Ufer dieses Flusses werde ich dich wieder finden
Wenn wir auch fallen, so schauen wir am Boden liegend doch stets zum blauen Himmel empor Sein reines Blau uns jedesmal erquickt, als wenn wir ihn zum ersten Mal erblicken würden
Auch wenn die Straße lang und einsam und ihr Ende außer Sicht ist Mit meinen diesen Armen werde ich nach dem Licht greifen und es umfassen
Wenn ich Abschied nehme bleibt das Herz mir stehen, verfallend in Wehmut Beginnt mein stiller, darbender Körper die Wirklichkeit zu fühlen
Das Wunder des Lebens, das Wunder des Todes Der Wind, die Stadt und die Blumen, wir alle tanzen miteinander und nicht für uns allein
Aus der Tiefe meines Herzens ruft eine Stimme mich Mahnt mich meine Träume zu träumen, niemals aufzugeben sie
Warum nur über all deine Traurigkeit oder das Leid in deinem Leben sprechen Lass doch die selben Lippen ein fröhliches Lied anstimmen
Diese flüsternde Stimme, hüte und vergesse sie nie Lass sie dich immer leiten, in den Momenten die vergehn
Ein zerbrochener Spiegel, seine Splitter am Boden verstreut Reflektiert die Zeichen neuer Hoffnung gleich tausendfach
Zeit des Anfangs und der Ruhe, du Licht der Morgenröte Nähre meinen stillen, darbenden Körper und lass mich wiedergeboren werden
Kein Grund in der Ferne zu suchen, zu segeln über das weite Meer Denn genau hier, scheinend in mir, ist was ich suche
Habe ich ein Licht gefunden, es ist immer bei mir
 June 05
ซุ่มสองตาแพรวพร่างหว่างดอกไม้ ลอดเล็งเห็นชเลไกลใสกระจ่าง เขียวม่านหลังยังทะมึนไม่จืดจาง ขอบฟ้ายังคงกว้าง...ห่างและไกล แดดยังแผดรัศมีที่เจิดจ้า ลมยังกล้าไม้ยังมั่นไม่หวั่นไหว ทุกขอบคุ้งรุ่งอรุณกรุ่นหทัย คือความฝันอันสดใสของใครกัน May 26

กราบเรียนท่านนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กราบเรียนคณะกรรมการมูลนิธิศรีบูรพา ขอบคุณคุณสุรพันธ์สำหรับถ้อยคำที่ให้กำลังใจกับผมและคนในวงการสื่อทุกท่าน ความจริงรางวัลศรีบูรพาวันนี้ควรจะเป็นรางวัลสำหรับคนข่าวทุกคนในประเทศไทยที่กำลังมีภารกิจหน้าที่ที่สลับซับซ้อนกว่ายุคใดๆ ในประวัติศาสตร์ของสื่อมวลชนไทย ดั่งที่คุณสุรพันธ์พูดเมื่อสักครู่ถูกต้องตามความเป็นจริง สมัยศรีบูรพาการต่อสู้ชัดเจน ขาวดำระหว่าง เสรีภาพ การรับรู้ข่าวสารของประชาชนกับเผด็จการ สมัยนั้นคือโซ่ที่มาล่ามแท่นพิมพ์ สมัยนี้นอกจากจะเป็นโซ่เงินโซ่ทองแล้ว ยังเป็นโซ่ที่มองไม่เห็น มีมือที่มองไม่เห็น บางครั้งมีเท้าที่มองไม่เห็นที่คุกคามเสรีภาพของสื่อสารมวลชนอย่างยิ่งด้วย
ผมคิดว่าวันนี้ ผมพูดแทนเพื่อนผู้ร่วมอาชีพสื่อมวลชนได้ทุกคนว่า เป็นจังหวะที่สำคัญยิ่งที่เราจะรำลึกถึงจิตวิญญาณของศรีบูรพา ในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาความจริงให้กับสาธารณชนและสังคมโดยทั่วไป ภารกิจยิ่งสลับซับซ้อน สังคมยิ่งแยกข้าง อย่างเมื่อสักครู่ ที่เราได้ยิน การอภิปรายไปว่าทุกวันนี้สื่อมวลชนทำหน้าที่อย่างไรในเมื่อมีความแตกแยกแบ่งข้างกันจนกระทั่งไม่ทราบว่าอะไรถูกอะไรผิด ผมคิดว่านี่ละครับยิ่งจำเป็นจะต้องนำเอาจิตวิญญาณของศรีบูรพามาใช้เพื่อจะทำหน้าที่ให้ความจริงประจักษ์ ยิ่งมีความขัดแย้งสูง สื่อมวลชนที่รับผิดชอบยิ่งจะต้องทำหน้าที่ที่รอบคอบ ละเอียดรอบด้านและซื่อสัตย์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น ความจริง ความสลับซับซ้อนของสังคมไทยไม่ได้แปลว่าหมาเฝ้าบ้านจะต้องสลับซับซ้อนไปด้วย หรือว่าหมาเฝ้าบ้านจะต้องแบ่งกลุ่มแบ่งก้อนหรือว่าเห่าผิดเห่าถูก หรือว่าบางครั้งเราเห็นหมาเฝ้าบ้านกัดกันเอง เราก็จะตั้งคำถามว่า ทำไมหมาเฝ้าบ้านจึงไม่กัดคนที่ควรกัดทำไมจึงมากัดกันเอง แต่ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องท้อใจ หรือว่าละเหี่ยใจ เพราะว่านอกจากสังคมจะแตกแยกกันแล้ว สื่อมวลชนยังแตกแยกกันหรือ ผมเชื่อว่าสื่อมวลชนไม่ได้แตกแยกกัน เพียงแต่ว่าสื่อมวลชนจะต้องมีหน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์กับสาธารณชนว่าตัวเองทำหน้าที่อย่างจริงจัง
เมื่อคืนผมนอนคิดว่าถ้าท่านศรีบูรพายังมีชีวิตอยู่ และเรามีคำถามในใจของสื่อมวลชนอย่างที่เราจะถามว่า เราจะพิจารณาบทบาทของสื่อมวลชนในภาวะสังคมไทยวันนี้อย่างไร ถ้าท่านศรีบูรพายังมีชีวิตอยู่ท่านจะมีอายุ 100 กับ 3ปี แต่ผมเชื่อว่าคำตอบของท่านศรีบูรพาต่อคำถามของเราวันนี้จะไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่คำเดียว ประโยคที่ท่านเคยเขียนไว้ในบทนำบทบรรณาธิการประชามิตรสุภาพบุรุษฉบับแรก 1 ธันวาคม 2487 ผมคิดว่าผมต้องจดเป็นคำคำ ถึงแม้ว่าเป็นหลักการในชีวิตของการทำงานมาตลอดแต่ว่าประโยคนี้เป็นประโยคที่ถือว่าคนในสื่อทุกวันนี้ใครถามและที่จะต้องตอบอ้อมแอ้มไปอ้อนแอ้มมาว่า พูดอย่างกลางๆ ได้ไหมถ้าจะถามว่าสื่อเป็นกลางหรือเปล่า สื่อทุกวันนี้เลือกข้างหรือเปล่า สื่อทุกวันนี้ถูกซื้อไปหรือเปล่า หมาเฝ้าบ้านทุกวันนี้เห่าผิดเห่าถูกหรือเปล่า คำตอบมีนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าเราย้อนคิดถึงศรีบูรพาประโยคนี้เราก็จะรู้ว่าคำตอบอยู่ที่ไหน คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนในบทบรรณาธิการที่ท่านเป็น บก.หนังสือพิมพ์ประชามิตรสุภาพบุรุษฉบับนี้ บทนำซึ่งก็แปลว่าเป็นหลักการทำงานของคนทำข่าวในยุคนั้นสมัยนั้นที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้อาสาเพื่อที่จะเป็นเสียงเป็นปาก เป็นสะท้อนเป็นจิตวิญญาณของประชาชนว่า ในเวลาสงบ ท้องฟ้าโปร่งสว่างจ้าด้วยแสงตะวัน ใครๆ ก็แลเห็นว่าเรายืนอยู่ที่ไหน ชัดเจนนะครับ ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ เวลาบ้านเมืองปกติ เวลาที่ประชาชนอยู่สงบ เวลาที่ไม่มีเรื่องที่จะต้องขัดแย้งกัน ทุกอย่างเห็นตรงกัน โดยเฉพาะสังคมไทยเวลามีศึกสงคราม มีศึกเสือ เหนือใต้ มีศึกข้างนอกมาคุกคามเราจะรวมตัวกันได้ และสื่อมวลชนจะทำหน้าที่ได้มาก เพราะว่าท้องฟ้าแจ่มใสทุกคนมองออกว่าใครยืนอยู่ตรงไหน แต่อะไรล่ะครับที่พิสูจน์ว่า เราเป็นสื่อมวลชนที่แท้จริง อะไรล่ะครับ คือคำตอบว่าคุณเป็นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ต่อสาธารณชนหรือไม่ ประโยคต่อไปของบทนำที่เขียนโดยศรีบูรพาบอกว่า เวลาพายุกล้าฟ้าคะนอง ผงคลีฟุ้งตลบไปในอากาศ ไม่เห็นตัวกัน ต่อพายุสงบฟ้าสว่าง ใครๆ ก็จะเห็นอีกครั้งหนึ่งว่าเรายืนอยู่ที่เดิมและจะอยู่ที่นั่น ผมคิดว่านี่ตอบคำถามทุกคำถามที่เราได้ยินวันนี้ นี่คือจิตวิญญาณของศรีบูรพาและนี่คือหลักการของการทำข่าวของสื่อทุกคน ถ้าวันนี้เราถามว่า หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ยืนอยู่ตรงไหน คนข่าวคนนี้ยืนอยู่ตรงไหน ในภาวะที่มีสื่อจริงสื่อปลอม สื่อที่เกิดเพื่อภาระเฉพาะกิจ สื่อที่ทำหน้าที่อาชีพมาตลอด และได้พิสูจน์ด้วยกาลเวลาทุกสิ่งทุกอย่างต้องพิสูจน์ด้วยเวลาพายุคะนองครับ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องพิสูจน์ด้วยเวลาที่มีความขัดแย้งสูงสุด เวลามีการท้าทายเต็มที่ที่สุด เวลาสิ่งที่จะมาเร้าให้เราเสียคน สิ่งที่จะมาทำให้เราจะต้องมองกงจักรเป็นดอกบัว อย่างที่คุณอัศศิริพูดมาสักครู่ สิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้กับคนทำสื่อ คนเขียนหนังสือ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์เห็นมาตลอด
ไม่ใช่เฉพาะช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา เป็นระยะเวลาตั้งแต่ยุคสมัยของศรีบูรพาแล้ว และยุคนี้เป็นยุคที่ฟ้าคะนองมากเป็นพิเศษ แต่พิสูจน์ว่าหลังจากที่ฝุ่นตลบหาย พายุสงบ ฟ้าสว่าง เสร็จแล้ว เรามองสิครับว่าเขายังยืนอยู่ที่เดิมหรือไม่ เขายังประพฤติตัวเหมือนที่เขาประกาศว่าจะประพฤติตัว ไม่ใช่เมื่อวานนี้ ไม่ใช่เมื่อคืนนี้ แต่เมื่อปีโน้น เมื่อตอนที่เขาหรือเธอยืนประกาศว่า เขาอาสาจะมาทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนที่ซื่อตรงต่อประชาชน ฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าวันนี้เราเพียงแต่จำสิ่งที่ศรีบูรพาเขียนเป็นบทนำวันแรกของหนังสือพิมพ์ที่ประกาศว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์เพื่อประชาชนและบอกว่าเวลาท้องฟ้าโปร่งใสสว่างทุกคนเห็นเรา นั่นไม่ใช่สิ่งท้าทาย แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดก็คือว่า เมื่อพายุคะนอง เมื่อผงคลีฟุ้งตลบไปในอากาศอย่างเช่นที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้ในสังคมไทย แล้ววันหนึ่งฟ้าคะนองนี้จะสงบนะครับ แล้ววันหนึ่งฟ้าจะสว่างขึ้นหลังจากฟ้าคะนองหาย เมื่อฟ้าสว่างขึ้นแล้ว พวกเราทุกคนมองไปสิครับว่า เขาคนที่ประกาศอาสาเป็นสื่อมวลชนผู้รับผิดชอบ เป็นนักเขียนผู้รับผิดชอบ เขายังยืนอยู่ที่เดิมหรือเปล่า แล้วเขาจะยังยืนอยู่ที่นั่นต่อไปหรือเปล่า นี่คือสารที่ผมอยากจะส่งให้ทุกท่าน โดยเฉพาะวันนี้ได้รับคำถามจากนักข่าวรุ่นใหม่ๆ ว่า มีอะไรจะฝากถึงนักข่าว คนสื่อข่าวรุ่นใหม่หรือไม่ รุ่นก่อนเราได้ต่อสู้มาขนาดไหน รุ่นศรีบูรพาได้ต่อสู้เพื่อปูทางให้กับนักหนังสือพิมพ์ในยุคก่อนผมยุคนี้ได้เห็นถึงแสงสว่างและหลักยึดขนาดไหน ผมเชื่อว่ายุคต่อไปและทีกำลังเห็นอยู่ก็จะได้บทเรียนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ก็อย่าได้ตกใจ อย่าแปลกใจ อย่าท้อใจ อย่าฝ่อ และอย่าตกหลุมพรางของนักการเมืองผู้มีผลประโยชน์ที่จะพยายามทำทุกวิถีทางที่พึงจะมีได้ในการที่จะดึงให้เราเข้าไปอยู่ในศึกสงครามนั้น สื่อมวลชนวันนี้ควรจะถอยออกมาหลายก้าว เพื่อให้ฝุ่นที่ตลบนั้นอยู่ไกลจากตัวเรา เพื่อให้สายตาเราชัดและสว่างเราจะได้สามารถเห่าให้เจ้าของประเทศได้ยินชัดขึ้น ด้วยเสียงที่มั่นคงต่อเนื่องยาวนานมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้คนข่าวของเราตกเป็นเหยื่อของการทำศึกสงครามการแย่งพื้นที่ข่าวโดยนักการเมืองเท่านั้น 80 % ของหน้าหนังสือพิมพ์ของเวลาโทรทัศน์และสถานีวิทยุนั้น ถูกยึดครองโดยนักการเมืองที่รู้ว่า หมาเฝ้าบ้านที่มาทำงานนั้นส่วนใหญ่ยังเป็นหมาเฝ้าบ้านหน้าใหม่ฝึกฝนไม่พอ เห่าง่าย เห็นใบไม้ไหวก็เห่าแล้ว บางตัวโยนชิ้นเนื้อให้ก็หยุดเห่าแล้ว ฉะนั้นเขาสามารถยึดพื้นที่ข่าวโดยใช้วิธีการต่างๆ เพื่อจะหลอกล่อคนข่าวในยุคสมัยนี้ แต่ผมก็ยังดีใจครับว่า นักข่าวจำนวนไม่น้อยพูดแสดงความคิดเห็นในสื่อจำนวนไม่น้อยเป็นหมาเฝ้าบ้านที่ได้ฝึกปรือมาอย่างดีและรู้ทัน ไม่ตกหลุมพรางง่ายๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ยังเข้มข้นอยู่ในสื่อหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ ในจอทีวี โทรทัศน์อาจจะยังเข้มข้นไม่เท่าด้วยเหตุผลและข้อจำกัดบางประการที่เราก็รู้ดีอยู่ แต่ผมก็ยังมีความมั่นใจและภูมิใจในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้ต่อสู้มาตั้งแต่ยุคสมัยของศรีบูรพามาจนถึงทุกวันนี้ว่ายังเป็นหมาเฝ้าบ้านที่มีคุณภาพ เห่าอย่างมีคุณภาพ เลือกเห่าเฉพาะเมื่อเห็นโจรเข้ามาใกล้บ้านเราเทท่านั้น ถ้ากลิ่นดี กลิ่นถูกต้องหมาไม่เห่าครับ ฉะนั้น ผมคิดว่า เมื่อสื่อมวลชนสำนึกถึงจิตวิญญาณของศรีบูรพาที่ว่าเราต้องผ่านการทดสอบ ทุกคนที่อาสามาเป็นสื่อ ต้องยอมผ่านการทดสอบว่ามันไม่ได้พิสูจน์ตอนฟ้าสว่างแสงแดดจ้า มันพิสูจน์ตอนที่มีพายุหนักพัดเข้ามากระหน่ำอย่างรุนแรงมันผ่านไปแน่ครับ แต่ระวังอย่าให้พายุนี้ทำลายเรา จิตวิญญาณที่ต้องมั่นคงต้องรู้ว่าพายุมาเราต้องทำหน้าที่ของเราอย่างซื่อสัตย์ เชื่อผมเถอะครับ สื่อมวลชนยุคศรีบูรพาก็ผ่านการคุกคามขู่เข็ญ ทำร้ายร่างกายทุกอย่าง สื่อมวลชนรุ่นต่อมาจนกระทั่งถึงรุ่นผมก็ได้ผ่านการถูกคุกคามขู่เข็ญเลวร้ายที่สุดที่บางครั้งเราก็คิดว่า เอ๊ะ เราจะรอดไปไหมนี่ แต่เราก็รู้ว่าถ้าเราจะอยู่ และรอดไปด้วยจิตวิญญาณที่เราสามารถตอบคำถามคนยุคต่อไปได้ว่า เราอยู่ที่นั่น และเราไม่ยอมแพ้ และเราไม่กลัวพายุ และเรารู้ว่าเมื่อพายุผ่านไป วันนั้น เราจะสามารถตอบคนทุกคนเมื่อท้องฟ้าสว่างแล้วเราก็บอกว่า เมื่อวานเรายืนอยู่ตรงนี้ วันนี้เราก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ และพรุ่งนี้เราก็จะยังยืนอยู่ตรงนี้ ขอบคุณครับ
May 20
ไม่ง่ายนัก หากเธอจะรู้จักรักซะบ้าง ไม่ง่ายหรอกถ้าเธอหลอกตัวเองพลาง ทิ้งหัวใจอยู่ระหว่างเหวกับฟ้า
ไม่ยากนัก หากเธอไม่เห็นใจใครไร้ค่า ไม่ยากเกินฝันจะด้นระคนศรัทธา ไม่ไกลเลยเหวกับฟ้า...ปลากับนก
ไม่มากนะ เพียงเธอใช้อิสระแห่งโผผก กรีดปีกบินบินไปจนลมวก เพียงหัวใจแห่งวิหคไม่มากเลย
ไม่ง่ายแต่ไม่ยาก เธอหาญหากก้าวออกมาอย่างชาเฉย ค่อยค่อยเหินจนเธอคุ้นจนเธอเคย จนเธอเผยใจจริงคือสิ่งใด
แด่...
กระต่ายน้อยทุกตัวในโลกใบนี้ที่แสวงหาหนทางสู่ดวงเดือน
กระท่อมดักฝัน
วิสาขราตรี มูสิกศก
กาลแห่งพระศาสนาล่วงแล้ว ๒๕๕๑ พระวรรษา
April 19
ในวันที่ฝนทุ่มตัวลงมา
จนใบหน้าที่แหงนขึ้นมองฟ้าเขียวช้ำ
จากโมเมนตัมของสิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นความกรุณาจากเบื้องบน
ฉันยังคงทนต่อไป
ก้มหน้าแจวเรือต่อไปโดยไร้เข็มทิศ
-ใช่สิ-
คนแจวเรือที่ไหนเขาพกเข็มทิศกัน
จริงอยู่-แต่ฉันเคยพก
และตอนนี้มันได้แตกทำลายไปแล้ว
เพราะถูกเหยียบย่ำ
โอ ความรู้สึกอันบริสุทธิ์ของคนแจวเรือผู้แสนซื่อ
ความรู้สึกที่ผู้ใหญ่ใจร้าย
ฉกชิงลูกโป่งสีแดงไปจากมือเท่าฝาหอย
เมื่อความบอบบางถูกเขย่า
ความแหลกร้าวย่อมเกิดขึ้นในหัวใจของปุถุชน
สิ่งที่หลงเหลืออยู่จึงเป็นความหมาย
ที่ไร้ความหมาย
ความรู้สึก
ที่ปราศจากความรู้สึก
ชีวิต
ที่ปราศจากชีวิต
และความสว่าง
ซึ่งถูกความมืดมิดขับไล่ออกไปแล้ว
จากหัวใจคนแจวเรือวัยละอ่อน
ฉันจะพายต่อไป แม้ไร้ทิศทาง
ฉันคือคนแจวเรือรับจ้าง
ซื้อความหมายเก่ามาไว้
ในเรือที่มีความหมาย
อันปราศจากความหมายไปแล้ว
กระหน่ำลงมาอีกสิฝน
ตอนนี้ทุกแห่งหนคือเปลวแดด
และคลื่นความร้อนที่แผดเผา
ฉันจะพายเรือเหนือความระอุนี้ไป
รับซื้อความหมายที่ฉันรอ
March 19
เห็นแล้ว*นึกถึงสมัยเด็กๆ ผมเลือดกำเดาไหลบ่อย มีชาวบ้านเอาต้นข้าวที่เพิ่งเกี่ยวเสร็จใหม่ๆ มาให้ต้มเอาน้ำดื่มกิน กลิ่นจรุงมาก อยู่มาวันหนึ่งในอีกสิบกว่าปีต่อมาก็ได้เห็นชาเขียวยี่ห้อหนึ่งทำรสข้าวบาร์เลย์ ถึงจะไม่ใช่ข้าวชนิดเดียวกันเพราะของเราเป็นต้นข้าวเหนียว แต่กลิ่นในอดีตที่เราเคยคุ้นนั้นจรุงกว่ามาก เพราะ "เหล้ายิ่งบ่มนานยิ่งเป็นเหล้าชั้นเลิศ เช่นเดียวกับความทรงจำและความใฝ่ฝันอันแสนงาม"
-----------------------------------
*หมายเหตุ: ภาพนี้ถือวิสาสะฉกฉวยมาจากไฮไฟว์ของอาจารย์สุดแดน (หวังว่าอาจารย์จะไม่เฆี่ยนตีผมด้วยแส้หางกระเบนนะคร้าบ อิอิ)
March 15
เกิดมาเพื่อจ่ายหนี้ ธรณี
ค้างค่าโพธิสัตว์ศรี ส่วยแก้ว
อุปการซึ่งโลกมี แด่มนุษย์ นั้นนา
คืนค่าสังคมแล้ว พร่างแพร้วมณีศิลป์
อังคาร กัลยาณพงศ์
ป.ล. ขอน้อมจิตคารวะชายผู้หนึ่งซึ่งอุทิศตนตรัสรู้อยู่ ณ โพธิบัลลังก์ แลเผยแผ่มธุรทัศนรัศมีให้แก่กวีผู้หนึ่งที่ได้ตรึงโลกไว้ด้วยความหอมแห่งโลกวรรณศิลป์
|
|
|
|